วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

" ไม่มีทฤษฏีตายตัว " บทเรียนเรื่องถ่ายภาพของ "อาจารย์ปู่"



แสงแฟลตส่องวาบเป็นระยะ เช่นเดียวกับเสียงชัตเตอร์ที่ถูกลั่นด้วยนักศึกษา 5-6 คน ภายในสตูดิโอขนาดย่อมเมื่อเราไปถึง วันนี้เรามีนัดกับอาจารย์ดีเด่นประจำปีการศึกษา 2554 ของมหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ซึ่งมีประสบการณ์สอนการถ่ายภาพมามากกว่า 30 ปี...

ทันทีที่เราพบกับ ผศ.สุรพงษ์ เอี่ยมพิชัยฤทธิ์ อาจารย์ประจำสาขาศิลปภาพถ่าย คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต หรือเป็นที่รู้จักในนามของบรรดานักศึกษาว่า 'อาจารย์ปู่' เราก็ถามทันทีว่า ที่จริงแล้วใช่ชื่อของอาจารย์หรือไม่ ซึ่งได้คำตอบว่าเป็นฉายาที่นักศึกษาเรียก เพราะสีผมของอาจารย์ ทุกคนจึงเรียกกันติดปากรุ่นสู่รุ่นมานานแล้ว จากนั้นอาจารย์ก็พาเราเดินชมผลงานภาพถ่ายของนักศึกษา รวมถึงร่องรอยของสตูดิโอชั้นล่าง ซึ่งถูกน้ำท่วมเสียหายจากมหาอุทกภัยที่ผ่านมา ก่อนจะพาเรามานั่งพูดคุยในห้องทำงานของอาจารย์ ซึ่งระหว่างทางเต็มไปด้วยผลงาน เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ยกหนีน้ำขึ้นมาวางรวมกันไว้
'อาจารย์ปู่' เริ่มเล่าถึงการเข้าสู่วงการถ่ายภาพตั้งแต่ยังเป็นเด็กว่า เกิดจากครอบครัวซึ่งเป็นคนเชื้อสายจีน เปิดร้านถ่ายรูปที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันก็ยังเปิดในลักษณะร้านถ่ายรูปโบราณที่ตลาดสามชุก จึงได้เรียนรู้และฝึกการถ่ายรูปมาจากการปฏิบัติจริง จากการถ่ายทอดของผู้มีประสบการณ์ จากนั้นก็ได้มาเรียนการถ่ายรูปภาคทฤษฎีอย่างจริงจังที่เทคนิคกรุงเทพ ซึ่งแรกๆ ก็ปรับตัวยาก มีเถียงกับอาจารย์สอนบ้าง เพราะเราติดการปฏิบัติมาก่อน ไม่มีวิธี ไม่มีการคิดวิเคราะห์ ก็ค่อยๆ มาเรียนรู้ไป พอเรียนจบเราก็ทำงานช่างภาพอาชีพด้านโฆษณาได้ปีเดียว อาจารย์ที่เทคนิคกรุงเทพก็ชวนเรามาสอนเด็ก เริ่มจากเป็นผู้ช่วย ก่อนจะเป็นอาจารย์

แม้ว่าเมื่อก่อน สื่อที่จะเรียนรู้ศึกษาการถ่ายภาพอาจมีน้อย 'อาจารย์ปู่' บอกว่า ต้องหาดูจากหนังสือ แมกกาซีนของต่างประเทศ ซึ่งนานๆ เราจะได้เห็นอะไรแปลกๆ สักครั้ง ก็ต้องอาศัยงานประกวดเป็นตัวศึกษา เช่น งานประกวดสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย งานประกวดรูปนานาชาติ ถึงจะเจองานแปลกๆ ตอนนั้นเราก็ได้แต่คิดว่า เขาทำได้อย่างไร แต่พอเราได้มาสอนเด็ก จากที่เราคิดว่าเขาทำอย่างไร ก็กลายเป็นเขาคิดได้อย่างไรมากกว่า เพราะเทคนิคเป็นเครื่องมือที่รองรับเรา เปรียบเสมือนจุดหมาย มันมีหลายทางเลือกกว่าจะถึง อยู่ที่ว่าเราจะเลือกทางไหน
"เด็กส่วนใหญ่พอจะเริ่มถ่ายภาพ มักถามว่า เราจะใช้กล้องรุ่นไหนดี คิดถึงเรื่องเครื่องมือก่อนเป็นอันดับแรก แต่เครื่องมือมันมีส่วนจริง 20% คนจะมองในแง่ของเทคนิค ชัตเตอร์เท่าไร อย่างไรดี แต่ความจริงมันดูที่แสง ถ้าอ่านแสงเป็น อ่านแสงได้ มองแสงให้ออก องค์ประกอบของภาพก็จะดี ได้อารมณ์ ทำงานได้สวย ส่วนพวกฟังก์ชั่นเทคนิค เป็นตัวช่วยที่ทำให้ทำงานได้ตามที่เราอยากจะได้มากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญคือต้องเรียนรู้ในแง่ของความคิด เปิดตา เปิดใจให้กว้าง ต้องดูงานเยอะๆ มีแสดงผลงานที่ไหนก็ไปดู ทำงานเยอะๆ มีประกวดอะไรก็ลองส่งไป ไม่ว่าจะหัวข้อไหน เพราะนั่นคือการทดสอบตัวเอง ก็เหมือนการเดินขึ้นบันได เราไม่รู้ว่าเราจะเดินถึงขั้นไหน แม้จะตกลงมา ก็มาดูว่าที่ตกเพราะอะไร หาสาเหตุและแก้ไข "
'อาจารย์ปู่' โชว์ผลงานกล้องรูเข็ม ซึ่งทำจากกล่องไม้ขีด ไม้อัด และกล่องใส่ขนม รวมถึงผลงานภาพที่ได้จากกล้องเหล่านี้ให้เราดู ซึ่งกล้องเหล่านี้ นักศึกษาทุกคนก็ต้องทำด้วยเช่นกัน ก่อนจะบอกว่า ตอนเริ่มต้นการสอนเด็กปี 1-2 หลังจากที่สอนกล้องฟิล์ม เราจะให้อิสระในเรื่องการสอนดิจิตอล ให้เค้าลองถ่ายเต็มที่ ต้องสอนให้เค้ารู้จักทักษะทางวิชาชีพก่อน แล้วค่อยปล่อยให้เค้ามีอิสระ ในส่วนหนึ่ง ต้องให้เค้าเรียนรู้นอกเหนือจากข้อมูลที่เราบรรยายในห้องด้วย พอปี 3 ก็จะให้ทดลองทำกล้องเอง เป็นกล้องรูเข็ม ต้องเริ่มตั้งแต่คำนวณ ใส่ฟิล์ม วัดแสง เด็กจะได้รู้ว่าเราต้องมีจินตนาการในหัว ไม่ใช่มองผ่านช่องมองภาพ หรือหน้าจอ LCD แค่นั้น แต่ต้องรู้กลไกของมันทั้งหมด
"การถ่ายภาพ ในความคิดผม ถ้าเริ่มจากฟิล์ม เราจะได้ความละเมียดละไม ได้สมาธิ แล้วก็จะลึกซึ้งกว่า คือจะดูน้ำหนักได้ดี ทุกขั้นตอนผิดไม่ได้ ต้องนับ 1 ใหม่ เพราะถ้าดิจิตอล เราผิดลบทิ้งถ่ายใหม่ได้ทันที แต่เราไม่รู้ว่าผิดเพราะอะไร ความละเมียดละไมมันจะต่างกัน ถึงจะเริ่มจากดิจิตอลมันไวก็จริง เรียนรู้ได้เลย แต่บางทีเราจะไม่เข้าใจว่าปัญหามันเกิดจากอะไร อย่างการวัดแสง ถ้าดิจิตอลเราวัดแสงก็จะรู้เลยว่า แสงมัน over หรือ under ไหม ก็เปลี่ยนโหมดดู พอเราให้เซตเป็นแบบ manual คนที่เริ่มดิจิตอลแต่ต้นจะงง คือจะเซตแบบไหนให้ไม่ over หรือ under แต่ถ้าเรียนจากฟิล์มเราก็จะรู้จัก f-stop, shutter speed, iso และรายละเอียดต่างๆ ในการตั้งค่าแบบพื้นฐาน เพราะถ้าตั้งผิดก็เสียเลย"
สำหรับอาชีพช่างภาพนั้น 'อาจารย์ปู่' บอกว่า ตอนนี้เปิดกว้างมาก ขอให้มีมุมมอง ฝีมือ อดทน ขยัน ตรงเวลา ไม่เบี้ยว การจะมาเป็นช่างภาพ มีอาชีพให้ทำเยอะมาก ถ้าไม่รู้ว่าชอบด้านไหนก็ลองทำ เช่น ลองรับงานถ่ายรูปรับปริญญา ถ้าถ่ายแล้วรู้สึกว่าไม่ชอบ อาจไม่ชอบถ่ายภาพคน ก็ลองถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ ภาพถ่ายสารคดี หรืออาจอยากท้าทายก็อาจลองถ่ายภาพข่าว แต่อย่างน้อยสิ่งที่ช่างภาพควรมีติดตัว คือการเป็นคนช่างสังเกต เพราะการถ่ายภาพไม่มีทฤษฎีตายตัว ถ้าเราช่างสังเกต เราจะคาดการณ์เหตุการณ์ข้างหน้าและสื่อความรู้สึกออกมาได้

"การที่เราให้ความรู้ต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เค้ายืนในสังคมได้ ก็หวังให้เขาขึ้นไปในระดับวิชาชีพที่ดี ส่วนจะไปทำอะไรต่อก็เป็นสิทธิ์ของเขา การที่เราให้ความรู้กับเด็ก เราก็ได้ความรู้จากตัวเด็กเช่นกัน เพราะแต่ละคนมีแนวคิดใหม่ การที่เราให้เค้าในส่วนที่เรารู้ ก็จะมีฟีดแบ็กกลับมาจากเค้าในส่วนหนึ่ง ทำให้เราเรียนรู้ในตัวเด็กด้วย"
'อาจารย์ปู่' ทิ้งท้ายสำหรับคนที่สนใจด้านการถ่ายภาพว่า ต้องถามใจก่อนว่า อยากทำเป็นอาชีพ หรืออยากสร้างสรรค์เป็นศิลปิน หรือเป็นงานอดิเรก ถ้าอยากเป็นมืออาชีพ คุณต้องจริงจัง เปิดใจรับ สังเกต ดูงานมากๆ เพราะจะช่วยให้เราพัฒนาได้ไวขึ้น พอเข้ามาเรียนมันก็อยู่ในระบบ ก็ต้องเดินตามระบบถึงช้าแต่ชัวร์ แต่ถ้าอยากทำแค่เป็นงานอดิเรก ก็เรียนในสิ่งที่อยากเรียน ให้สนุกกับการเรียน แล้วเอาเรื่องถ่ายภาพมาเป็นตัวเสริม มาเรียนรู้ได้.

 บทความจาก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น